08 พฤศจิกายน 2567

ข่าว AI Medical Technology: ก้าวล้ำด้วยการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยและป้องกันปัญหาสุขภาพล่วงหน้า

เทคโนโลยีการแพทย์ล่าสุด! AI ช่วยแพทย์ในการคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพ เสริมประสิทธิภาพการรักษาเชิงป้องกัน ดูแลผู้ป่วยได้ครอบคลุมและทันท่วงที พร้อมเปิดโอกาสเข้าถึงการแพทย์ในทุกพื้นที่

ข่าว AI Medical Technology

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมการแพทย์ การพัฒนาระบบการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ที่ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้ป่วยได้ล่วงหน้ากำลังเป็นที่น่าจับตามอง โดยบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีการแพทย์ เช่น Philips ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ข้อมูลสุขภาพจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสร้างภาพรวมที่แม่นยำและละเอียดขึ้น

เทคโนโลยีนี้อาศัยข้อมูลเชิงพยากรณ์และวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถตัดสินใจรักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การตรวจพบความเสี่ยงของอาการหัวใจวายล่วงหน้า การใช้ข้อมูล Vital Signs เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงโรคเรื้อรังต่าง ๆ นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรภายในโรงพยาบาล เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้ราบรื่นและลดการขาดแคลนบุคลากรในสถานการณ์เร่งด่วน อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการดูแลรักษาแบบเชิงป้องกันซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เทคโนโลยีนี้สามารถทำให้เกิดการติดตามสุขภาพได้ต่อเนื่องโดยใช้อุปกรณ์สวมใส่ เช่น Smartwatch ที่สามารถตรวจจับความเสี่ยงด้านสุขภาพและเตือนล่วงหน้าไปยังครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้ทันที นอกจากนี้ Philips ยังร่วมมือกับองค์กรการแพทย์ในต่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการแพทย์ด้วยการใช้รถพยาบาลอัจฉริยะที่ติดตั้งระบบการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ เช่น เอ็กซ์เรย์ และตรวจคลื่นหัวใจ โดยเทคโนโลยี AI และการเชื่อมต่อข้อมูลแบบ real-time ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ผลตรวจได้ทันทีแม้อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำนี้ อุตสาหกรรมการแพทย์กำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่ผู้ป่วยไม่เพียงแต่ได้รับการรักษาเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น แต่ยังได้รับการป้องกันและดูแลสุขภาพล่วงหน้าอีกด้วย ทั้งหมดนี้ช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพมากขึ้น เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียม

07 พฤศจิกายน 2567

Disney ก้าวสู่อนาคต เปิดแผนกใหม่เพื่อพัฒนา AI และ Extended Reality (XR) ครอบคลุมทุกสายธุรกิจ

Disney เปิดแผนกใหม่เพื่อพัฒนา AI และ Extended Reality (XR)

Disney ประกาศเปิดตัวแผนกใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Extended Reality (XR) ซึ่งรวมถึง Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) เพื่อมุ่งเสริมสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Disney+, เกม, และสวนสนุกทั่วโลก บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ชมได้อย่างแม่นยำและเสริมสร้างประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยการโต้ตอบผ่านระบบอัจฉริยะ เช่น การเลือกคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้ใช้งาน การปรับปรุงฟีเจอร์ด้านเสียงและการแปลเนื้อหา รวมถึงการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้บริการที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับ XR นั้น Disney คาดว่าจะนำไปใช้เพื่อยกระดับการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวในสวนสนุกและเกมแบบอินเตอร์แอคทีฟให้เหมือนจริง โดย XR จะเปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถสัมผัสการผจญภัยผ่านอุปกรณ์พกพา ทั้งในบ้านและที่สวนสนุก ทำให้สามารถรับชมและโต้ตอบกับตัวละครหรือตัวการ์ตูนที่มีชีวิตชีวาในรูปแบบดิจิทัลได้ Disney หวังว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้เกิดความหลากหลายในการเล่าเรื่องและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมในรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งจะเสริมสร้างความเป็นผู้นำในด้านบันเทิงดิจิทัล

การจัดตั้งแผนกนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Disney ในการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้พัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้ชม โดยแผนก AI และ XR ใหม่จะเป็นการรวมทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่มีความสามารถหลากหลาย เพื่อทำงานร่วมกับทีมในสายธุรกิจต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลนี้ Disney คาดว่าจะสามารถพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นทั้งประโยชน์และความบันเทิงในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังเตรียมปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

06 พฤศจิกายน 2567

การค้นพบใหม่: ไฮโดรเจลกึ่งตัวนำที่นำเทคโนโลยีเข้าถึงเนื้อเยื่อมนุษย์

การค้นพบใหม่: ไฮโดรเจลกึ่งตัวนำที่นำเทคโนโลยีเข้าถึงเนื้อเยื่อมนุษย์

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกได้เปิดตัวนวัตกรรม “ไฮโดรเจลกึ่งตัวนำ” ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับเนื้อเยื่อมนุษย์ได้อย่างลงตัว ไฮโดรเจลชนิดนี้ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและสามารถทำงานร่วมกับร่างกายได้โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือการต่อต้านของระบบภูมิคุ้มกัน นวัตกรรมนี้ยังสามารถใช้เป็นเซมิคอนดักเตอร์ในการถ่ายโอนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างราบรื่น ซึ่งหมายความว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ไฮโดรเจลกึ่งตัวนำนี้สามารถส่งข้อมูลต่าง ๆ จากภายในร่างกายของผู้ป่วยไปยังระบบภายนอกได้โดยไม่ขัดข้อง

หนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญของไฮโดรเจลนี้คือการประยุกต์ใช้ในการรักษาและตรวจสอบสุขภาพของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจวัดสัญญาณชีพต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ หรือการควบคุมการปล่อยยาเฉพาะจุดซึ่งสามารถปรับได้ตามสภาวะของร่างกาย การใช้ไฮโดรเจลในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างตรงจุดและสามารถติดตามผลการรักษาได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากการพัฒนาในทางการแพทย์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย เช่น การสร้างอวัยวะเทียมที่มีการตอบสนองเหมือนอวัยวะจริง หรือการทำวัสดุสำหรับใช้ในอุปกรณ์สวมใส่ที่ต้องการการยืดหยุ่นสูง ความสามารถในการทำงานร่วมกับเนื้อเยื่อมนุษย์โดยตรงทำให้นวัตกรรมนี้เป็นที่น่าจับตามอง และยังคงเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพในอนาคต

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่อาจจะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้การรักษาเป็นไปอย่างละเอียดและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ายังมีการศึกษาต่อยอดและการพัฒนาที่จะทำให้ไฮโดรเจลชนิดนี้เข้าถึงได้ในวงกว้าง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

04 พฤศจิกายน 2567

ไทยเปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใหม่ LANTA ยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

ประเทศไทยได้ก้าวไปอีกขั้นในด้านเทคโนโลยีและการวิจัยด้วยการเปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า "LANTA" อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2024 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA นี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยออกแบบมาเพื่อรองรับการวิจัยที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และการประมวลผลที่ซับซ้อน

ไทยเปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใหม่ LANTA


นาย เอกวิทย์ ปาสาณวงศ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญและผู้พัฒนาด้านซอฟท์แวร์ AI จาก RTX Corporation (สหรัฐอเมริกา) กล่าวถึงความสำคัญของ LANTA ว่า “LANTA ไม่ใช่เป็นเพียง Super computer ที่ตอบโจทย์การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ แต่จะยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเราขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ในประเทศไทย รวมถึงด้านนวัตกรรมอื่นๆ โดยโครงการนี้สะท้อนถึงศักยภาพของไทยในการสร้างและใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเรามุ่งหวังให้ LANTA เป็นกำลังสำคัญในงานวิจัยทางการแพทย์ สิ่งแวดล้อม และพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”

1. ประสิทธิภาพที่โดดเด่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA มีความสามารถในการประมวลผลสูงถึงหลายพันล้านครั้งต่อวินาที ด้วยหน่วยประมวลผลทันสมัยที่จัดการข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้การวิจัยสามารถดำเนินไปได้อย่างเต็มศักยภาพ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ และการจำลองสภาพภูมิอากาศ

2. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม นาย เอกวิทย์ กล่าวเสริมว่า “LANTA จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันในวงการวิจัยระดับนานาชาติได้ โดยการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดขึ้น ซึ่งทำให้เราสามารถสร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์แก่ประเทศและภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น”

3. ความร่วมมือกับหน่วยงานระดับนานาชาติ โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ LANTA มีศักยภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากลและพร้อมรับมือกับความต้องการของการวิจัยยุคใหม่

4. ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม

5. แผนการพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต LANTA ถือเป็นก้าวแรกของแผนการพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในไทย ซึ่งจะมีการอัปเกรดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของนักวิจัย

การเปิดตัว LANTA ในครั้งนี้เป็นสัญญาณแห่งความมุ่งมั่นของไทยในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยไทยพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการวิจัยและนวัตกรรมในภูมิภาคอย่างแท้จริง 

// ภาพ: NECTEC ข่าว: TechToday บรรณาธิการ TECHTODAY

05 สิงหาคม 2567

เปิดตัวแล้ว! Samsung Galaxy Z Fold6 สมาร์ทโฟนจอพับสุดล้ำ เปิดจองแล้วในไทย เริ่มต้นที่ 58,900 บาท

Samsung Galaxy Z Fold6

ในที่สุด Samsung Galaxy Z Fold6 สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นล่าสุดจาก Samsung ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และเริ่มเปิดให้จองตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 58,900 บาท ทำให้หลายคนที่ติดตามรอคอยได้สัมผัสประสบการณ์สมาร์ทโฟนจอพับสุดล้ำได้แล้ว

ฟีเจอร์เด่นของ Galaxy Z Fold6

  1. บานพับแข็งแรงกว่าเดิม: Galaxy Z Fold6 มาพร้อมบานพับรุ่นใหม่ที่ผ่านการทดสอบการพับมากกว่า 200,000 ครั้ง ช่วยเพิ่มความทนทานและอายุการใช้งาน
  2. หน้าจอ Dynamic AMOLED X3: หน้าจอ Dynamic AMOLED X3 ขนาดใหญ่พับได้ พร้อมความละเอียดสูงและสีสันคมชัด ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างสวยงามและต่อเนื่อง
  3. กล้องหน้าใต้จอ: ซ่อนกล้องหน้าใต้จอเต็มรูปแบบ ทำให้ไม่มีสิ่งใดมาบดบังมุมมองหน้าจอ
  4. ชิปเซ็ต Snapdragon 8 Gen 4: ใช้ชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานหนักได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
  5. Android 14: มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 14 ที่ปรับแต่งมาสำหรับการใช้งานจอพับ ช่วยให้การทำงานแบบมัลติทาสก์เป็นไปได้อย่างลื่นไหลและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

การเปิดจองและราคา

Samsung Galaxy Z Fold6 เปิดให้จองตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 58,900 บาท ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้ที่ร้านค้าออนไลน์และตัวแทนจำหน่าย Samsung ทั่วประเทศ

07 สิงหาคม 2566

ระบบ Biometric ใหม่ในสนามบินของไทย ยกระดับความปลอดภัยในการเดินทาง

ประเทศไทยได้ก้าวไปอีกขั้นในด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีการบริการภาคการบิน ด้วยการนำระบบ Biometric มาใช้งานในสนามบินหลัก ๆ ของประเทศ โดยระบบนี้ใช้การจดจำใบหน้า (facial recognition) และการสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในขั้นตอนการเช็คอิน การตรวจสอบตัวตน และการขึ้นเครื่อง

ระบบ Biometric ใหม่ในสนามบินของไทย

1. เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง

ระบบ Biometric ช่วยลดเวลาในการตรวจสอบตัวตน โดยผู้โดยสารสามารถเดินผ่านจุดตรวจต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องใช้เอกสารในบางขั้นตอน ทำให้ลดปัญหาคิวและการล่าช้า โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเดินทางหนาแน่น เช่น ช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว


2. ความร่วมมือของสายการบินและสนามบินในประเทศไทย

สายการบินต่าง ๆ ที่ร่วมใช้งานระบบ Biometric ร่วมมือกับสนามบินหลัก อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ซึ่งได้ติดตั้งระบบจดจำใบหน้าในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นประตูทางเข้าเคาน์เตอร์เช็คอิน จุดตรวจพาสปอร์ต และประตูขึ้นเครื่อง


3. มาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด

เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ระบบ Biometric ที่ติดตั้งในสนามบินได้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในการป้องกันข้อมูล เช่น การเข้ารหัสข้อมูลและการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างเคร่งครัด 


4. การใช้เทคโนโลยี Biometric ทั่วโลก

หลายประเทศได้เริ่มใช้ระบบ Biometric ในสนามบินเพื่อยกระดับมาตรฐานการเดินทาง เช่น สหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ซึ่งทำให้ประเทศไทยก้าวสู่มาตรฐานการให้บริการระดับโลก ทั้งนี้ยังช่วยให้ระบบการจัดการผู้โดยสารในสนามบินของไทยมีความทันสมัย รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้นในอนาคต


5. แผนการพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต

กรมท่าอากาศยานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนจะขยายการติดตั้งระบบ Biometric ไปยังสนามบินต่างจังหวัด เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ไร้รอยต่อให้กับผู้โดยสารทุกคน


การเปิดตัวระบบ Biometric ในสนามบินของไทยนับเป็นก้าวสำคัญที่ไม่เพียงแต่ยกระดับความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังทำให้ประเทศไทยพร้อมรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลอีกด้วย

17 กันยายน 2561

สนามบินสุวรรณภูมิเปิดใช้ Auto Gate สำหรับเที่ยวบินไปฮ่องกง พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับคนไทยใช้ e-Channel ที่สนามบินฮ่องกง

สนามบินสุวรรณภูมิได้เริ่มให้บริการ Auto Gate สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปยังฮ่องกง โดยผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แบบปกติอีกต่อไป ระบบ Auto Gate นี้ช่วยลดเวลาในการตรวจสอบเอกสาร และเพิ่มความสะดวกให้กับผู้เดินทาง โดยเฉพาะในช่วงที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก

สนามบินสุวรรณภูมิเปิดใช้ Auto Gate

นอกจากนี้ ผู้โดยสารชาวไทยยังได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมเมื่อเดินทางถึงสนามบินฮ่องกง ด้วยการเปิดใช้ช่อง e-Channel ซึ่งเป็นระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติที่ล้ำสมัยในสนามบินฮ่องกง ผู้โดยสารสามารถใช้ e-Channel ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่สแกนหนังสือเดินทางและสแกนข้อมูลใบหน้า (biometric) ของตนเองผ่านช่องอัตโนมัติ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนตรวจเอกสารกับเจ้าหน้าที่ ทำให้การผ่านด่านตรวจมีความรวดเร็ว ปลอดภัย และคล่องตัวอย่างสูงสุด

ความสะดวกที่เหนือกว่าและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการเดินทางระหว่างไทยและฮ่องกง

ระบบ Auto Gate ของสนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการสำหรับผู้โดยสารชาวไทยที่ถือหนังสือเดินทางแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-passport) และตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งทำให้สามารถผ่านจุดตรวจในประเทศไทยได้รวดเร็ว สะดวก และลดเวลารอคอย สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางถึงฮ่องกง การใช้ช่อง e-Channel จะช่วยอำนวยความสะดวกเป็นอย่างมาก โดยเป็นช่องที่ใช้ระบบเทคโนโลยีสูงสุดในการยืนยันตัวตนและประมวลผลการเข้าเมือง ทำให้ผู้โดยสารชาวไทยสามารถผ่านด่านตรวจได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องรอคิวเช่นเดิม

ส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสนามบินสู่มาตรฐานสากล

การพัฒนาระบบ Auto Gate ที่สนามบินสุวรรณภูมิและการใช้ e-Channel ที่สนามบินฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ในการยกระดับการให้บริการของทั้งสองสนามบิน ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อลดความแออัด และเพิ่มประสบการณ์การเดินทางที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร โดยผู้โดยสารชาวไทยสามารถศึกษาขั้นตอนการใช้งานระบบ Auto Gate ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือผ่านแอปพลิเคชันของสนามบิน

ข่าว AI Medical Technology: ก้าวล้ำด้วยการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยและป้องกันปัญหาสุขภาพล่วงหน้า

เทคโนโลยีการแพทย์ล่าสุด! AI ช่วยแพทย์ในการคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพ เสริมประสิทธิภาพการรักษาเชิงป้องกัน ดูแลผู้ป่วยได้ครอบคลุมและทันท่วงท...